Non_Profit Organization EIN 01-0658702

ศูนย์ข่าวประชาสัมพันธ์ และให้คำปรึกษาสมาคมไทยบอสตัน Hotline 617.314.0987

 

ปฏทินประจำปี

Cash Flows Statement
Thai Association of Boston
Boston Attraction
ประวัติสมาคมไทย ณ อเมริกา
More
Events & Activities
สมาคมองค์กรต่างๆ
รายนามต่างๆ
 
ฟอร์ม และหนังสือสัญญา
 

ตามรอยพระยุคลบาทในสหรัฐฯ ไทยรัฐนิวส์โชว์ 

"เรื่องเล่า จาก แมสสาชูเซทส์"
จาก VOA ภาคภาษาไทย
นครแห่งพระราชสมภพ เพิ่มเติม..
 
Thai Sport Day 2010
 
Thai Sport Day 2011
สนับสนุนโดย
English version
ประวัติสมาคมไทย ณ อเมริกา
(สมาคมนักเรียนไทย ณ อเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์)

สมาคมไทย ณ อเมริกา ได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2460 เวลา 20.00 น. โดยการประชุมซึ่งจัดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรก ณ เลขที่ 329 Longwood Ave. Boston, Massachusetts ซึ่งเป็นอพาร์ตเม็นต์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชนกฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ผู้ทรงให้กำเนิดสมาคมนี้ และพร้อมใจกันตั้งชื่อสมาคมว่า “สมาคมสยาม ณ สหปาลีรัฐอเมริกา” หรือเรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Siamese Alliance in the United of America” 

                        คณะกรรมการบริหารชุดแรกประกอบด้วย นายวิสูตร โทณะวนิก (พระยาโทณะวนิกมนตรี) เป็นนายกสมาคม นายลี ศรีพยัคฆ์ (หลวงปิติธรรม ศรีพยัคฆ์) เป็นอุปนายก นายพิสิษฐ์ อรรถจินดา เป็นเลขานุการ และเหรัญญิก สมเด็จพระบรมราชนกฯ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของสมาคมฯ พร้อมด้วยกรรมการท่านอื่นๆ อีก คือ นายทองสุข เลขยานนท์ (พระสุทธิพร รถนฤมล) นายประสบ สุขุม (พระพิศาล สุขุมวิทย์)

                        จากบันทึกข้อความของสมาชิกรุ่นก่อนๆ และหนังสือของสมาคมปรากฎหลักฐานว่า โดยที่สมาคมฯ ได้ก่อกำเนิดขึ้นในสมัยที่สมเด็จพระราชบิดายังทรงศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมืองเคมบริดจ์ใกล้มหานครบอสตัน สมาชิกของสมาคมส่วนใหญ่เป็นนักเรียนไทยและคนไทยที่กำลังศึกษาและดูงานอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในเวลานั้นคนไทยที่มาประกอบอาชีพและมีภูมิลำเนาอย่างถาวรอยู่ในสหรัฐอเมริกาไม่ปรากฏหลักฐานการรวมตัวเป็นสมาคม สมาคมนี้จึงได้กำหนดเป็นประเพณีให้มีการประชุมพบปะกันปีละครั้ง แต่ละครั้งมีกำหนดเวลา 9-10 วัน เพื่อให้สมาชิกได้มารวมกันรู้จักกันดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการพบปะระหว่างเพื่อนเก่า รำลึกถึงความหลังซึ่งกันและกัน และให้มีการเลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นนายกสมาคม หลังจากนั้นนายกสมาคมจึงเลือกกรรมการบริหารเสนอต่อที่ประชุม เพื่อขอความเห็นชอบ

                        สำนักงานของสมาคมฯ จะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามรัฐต่างๆ ตามภูมิลำเนาของนายกสมาคม วัตถุประสงค์ของสมาคมนั้น นอกจากเพื่อเป็นการให้มีการประชุมพบปะระหว่างเพื่อนคนไทยที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ตามรัฐต่างๆ โดยมีสมาคมเป็นศูนย์ประสานงานระหว่างกันแล้ว ยังให้สมาชิกมีความรักสามัคคีต่อกัน ช่วยกันเผยแพร่วัฒนธรรมไทย และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนไทย กับคนอเมริกัน และชนชาติอื่นๆ ด้วย

                        ในการประชุมแต่ละครั้งมีการกำหนดการประชุมสมาคมในตอนค่ำจะมีกิจกรรมเตือนใจให้รำลึกถึงในความเป็นไทย มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกิจการบ้านเมืองให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและมีชื่อเสียง มีการแสดงปาฐกถาเพื่อเพิ่มพูนความรู้โดยนักศึกษาผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาการตั้งแต่วิชานิวเคลียร์ฟิสิค ลงมาถึงวิชาเศรษฐศาสตร์ในครัวเรือนของผู้หญิง งานสังคมเวลาค่ำมีการทำอาหารไทยเลี้ยงโดยจัดเป็นงานลีลาศ มีดนตรีของสมาคมบรรเลงและเชิญเพื่อนักศึกษาชาวอเมริกันและชาวต่างชาติอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยมาร่วมด้วย

                        สำหรับเวลาในตอนเช้า กลางวัน และเย็น มีการนำสมาชิกเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ มีการเล่นกีฬากลางแจ้ง และกีฬาในร่มเกือบทุกประเภท เช่นเทนนิส ปิงปอง ฟุตบอล    ชักกะเย่อ หมากรุกไทย หมาฮอส และไพ่บริดจ์ เป็นต้น

                        ผู้มีชื่อเสียงในเมืองไทยในสมัยนี้หลายท่านก็เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคม และกรรมการสมาคมนี้มาก่อน อาทิ นายมนัสพาสน์ ชูโต นายเถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ พล.ต.อ. เภา  สารสิน นายประชา คุณเกษม ดร. อำนวย วีรวรรณ นายประสงค์ สุขุม ดร. เกษม ศิริสัมพันธ์    นายธรรมนูญ หวั่งหลี นายวีระ โอสถานนท์ นายปองพล อดิเรกสาร เป็นต้น สมาคมฯ ได้ดำเนินงานสืบช่วงกันมาเป็นทอดๆ

                        ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับสมาคมนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ บำรุงสมาคมฯ โดยส่งผ่านสำนักงานดูแลนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาเป็นประจำทุกปีตลอดมา

                        จากบันทึกความทรงจำของนายสมศักดิ์ อาบัวรัตน์ ในฐานะที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย กรุงวอชิงตันดีซี ปี พ.ศ.2510-2528 และเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนี้ ในปี 2534 ด้วย ได้บันทึกไว้ว่า “...ประมาณปี พ.ศ. 2506-2509 บทบาทของนักเรียนไทยในอเมริกาที่มีต่อสมาคมเริ่มลดลง ทราบข้อมูลจากคนไทยรุ่นก่อนเล่าว่า หลังจากนายธรรมนูญ หวั่งหลี เป็นนายกสมาคมฯ ในปี พ.ศ. 2505 ในปีถัดไป ปี พ.ศ. 2506 – 2509 กิจกกรมของสมาคมฯ ขาดช่วงไป ไม่ปรากฏว่ามีนายกสมาคมคนใดเข้ามาบริหารงานต่อ จนมาถึงปี
พ.ศ. 2510

                        ในช่วงที่เอกอัครราชทูต สุกิจ นิมมานเหมินทร์ มาดำรงตำแหน่งอยู่ได้มีนักเรียนไทยและชาวไทยกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันเริ่มดำเนินกิจกรรมของสมาคมขึ้นมาอีก โดยได้เลือก น.ส.
นุชนันท์ โอสถานนท์ เป็นนายกสมาคมฯ พอช่วงปลายปี พ.ศ. 2510 กิจกรรมของสมาคมฯ เริ่มน้อยลงอีก เพราะนักเรียนหลายคนแยกย้ายไปเรียนที่รัฐอื่น บางท่านเรียนจบแล้วก็เดินทางกลับประเทศไทย

                        ต้นปี พ.ศ. 2511 สมาคมได้รับการปรับปรุงขึ้นมาใหม่ เริ่มมีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เมื่อพลโทฟอง ประมวลรัตน์ หัวหน้าสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย (สังกัดสำนักงาน ก.พ.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาโดยตรง ได้ตระหนักว่าสมาคมนี้เป็นสมาคมที่สมเด็จพระราชบิดาฯ เป็นผู้ทรงให้กำเนิดขึ้น และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย จึงนับว่าเป็นสมาคมที่มีความสำคัญ และมีความหมายกับพสกนิกรในสหรัฐอเมริกา เป็นอย่างยิ่ง ควรช่วยกันส่งเสริมให้สามารถพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการประชุมหารือร่วมกับข้าราชการในสังกัดสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน   ดีซี รวมถึงคนไทยที่สนใจอื่นๆ อีก รายชื่อที่พอจำได้มี นายจีระพงษ์ ศิวายะวิโรจน์ นายธงชัย วาณิชถะ นายประยูร ณ บางช้าง นายดนัย ดุละลัมภะ นายประภาส กาญจนดุล น.พ. ชนะ บัวขำ นายวิวิทย์ วิจิตรวาทการฯ เป็นต้น ได้ร่วมกันฟื้นฟูสมาคมให้มั่นคงถาวรขึ้น โดยพลโทฟอง ประมวลรัตน์ ได้อนุญาตให้ใช้สำนักงานดูแลนักเรียนไทย เลขที่ 1906 23rd Rd. N.W., Washington, D.C. เป็นที่ทำการถาวรของสมาคมฯ คณะกรรมการฯ ทุกคนได้ร่วมกันเสียสละเวลา แรงกายแรงใจ ดัดแปลงโรงรถของสำนักงาน ให้เป็นที่ทำการ มีห้องประชุมและห้องน้ำอย่างเรียบร้อยและได้เรียนเชิญท่านเอกอัครราชทูตฯ บุญชนะ อัตถากร มาเป็นเกียรติเปิดป้ายที่ทำการถาวรของสมาคมฯ 

                        ราวกลางปี พ.ศ. 2511 ได้ร่วมกันพิจารณาเลือกให้นายวิวิทย์ วิจิตรวาทะการ เป็นนายกสมาคมฯ ต่อจาก น.ส.นุชนันท์ โอสถานนท์ กิจกรรมของสมาคมในช่วงนี้เริ่มคึกคักขึ้น โดยให้สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนเป็นศูนย์ประสานงาน นักเรียนจากรัฐต่างๆ สามารถติดต่อได้ทั่วถึงและในช่วงปีนี้ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ ได้เสด็จมาศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา ทางสมาคมจึงได้จัดงานใหญ่ขึ้นที่โรงแรมวงเวียน ถนน 14 ใจกลางเมืองกรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นงานรื่นเริงพบปะสังสรรค์ ปรากฏว่ามีนักเรียนไทยและคนไทยมาร่วมงานอย่างเนืองแน่น คงเป็นเพราะพระบารมีเจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ ที่ทรงพระกรุณาเสด็จมาร่วมงานด้วย

                        ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ฐานะและกิจกรรมของสมาคมเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้นตามลำดับ ปี พ.ศ. 2512 ท่านเอกอัครราชทูต บุญชนะ อัตถากร เดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบวาระ เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ (กระทรวงพาณิชย์) พลโทฟอง     ประมวลรัตน์ หัวหน้าสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนก็ครบวาระ ต้องเดินทางกลับประเทศไทยในปีเดียวกัน

                        ท่านเอกอัครราชทูตฯ คนใหม่ นายสุนทร หงส์ลดารมย์ และหัวหน้าสำนักงานผู้ดูแลคนใหม่ คือ พ.อ. วิเชียร บูรณศิริ ได้เชิญข้าราชการไทยในสำนักงานต่างๆ มาร่วมกับสมาคมนี้มากขึ้น และได้ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงร่างระเบียบข้อบังคับของสมาคมฯ ให้ดียิ่งๆ ขึ้น และหัวหน้าสำนักงานต่างๆ ก็ได้ทำหน้าที่เป็นกรรมการร่วมโดยตำแหน่งของสมาคมฯ เพราะตระหนักในความสำคัญของสมาคมฯ เนื่องด้วยตระหนักว่าผู้ที่ทรงก่อตั้งคือ สมเด็จพระบรมราชนกฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ฯ ในช่วงนี้ปรากฏว่ามีคนไทยเดินทางมาอาศัยในสหรัฐอเมริกามากขึ้น บางท่านก็มาประกอบอาชีพ บางท่านก็มาศึกษาต่อด้วยทุนส่วนตัว คนไทยทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักเรียนเริ่มมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการงานของสมาคมมากยิ่งขึ้นตามลำดับ โดยสมาคมยังอยู่ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดมา ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตฯ และสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยโดยเฉพาะเอกอัครราชทูต สุนทร หงส์ลดารมณ์ และ พ.อ.วิเชียร บูรณศิริ มีความมุ่งมั่น พยายามปรับปรุงบทบาทของสมาคมให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ให้สามารถเป็นศูนย์รวมของคนไทยทุกหมู่เหล่า โดยไม่มีการกำหนดเฉพาะนักเรียนไทยเท่านั้น ด้วยพิจารณาเห็นว่านักเรียนไทยไม่ได้อยู่ประจำอย่างถาวร ต้องมีการแยกย้ายไปศึกษาตามรัฐต่างๆ อยู่เสมอ บางท่านเมื่อเรียนจบก็เดินทางกลับเมืองไทย การติดต่อประสานงานกันไม่สะดวก และมีอุปสรรคมาก ในขณะเดียวกันสมาคมขาดคนที่จะสามารถทำงานรับผิดชอบนโยบายของสมาคมอย่างจริงจัง อีกทั้งยังมองว่าสมาคมฯ มีสำนักงานถาวรแล้ว เพื่อให้บทบาทสมาคมในอนาคตสามารถพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมั่นคงจึงได้ร่วมกันพิจารณาเห็นควรให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน และนักเรียนไทยสามารถเข้ามามีบทบาทในการบริหารงานสมาคมมากขึ้น โดยได้มีการแก้ไขข้อบังคับของสมาคมฯ ให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น ตามหลักฐานปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับของสมาคม โดยผ่านการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512 โดยเฉพาะที่สำคัญได้เปลี่ยนชื่อของสมาคมจากสมาคมนักเรียนไทย ณ อเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาเป็นสมาคมไทย ณ อเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเริ่มใช้ชื่อสมาคมใหม่นี้ ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา นายกสมาคมฯ ส่วนใหญ่จะมาจากบุคคลนอกที่ไม่ใช่นักเรียนไทย เช่น น.พ. ชนะ บัวขำ ปี พ.ศ. 2512 น.พ. ถาวร หล่อรุ่งโรจน์ ปี พ.ศ. 2513 น.พ. อำนาจ บาลี ปี พ.ศ. 2514 -2515 นายวิธาน โรจน์วงศ์ ปี 2516 นางทิพวาร พันธ์เผือก ปี พ.ศ. 2517 และท่านอื่นๆ อีกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

                        จากวารสารของสมาคม ส.ท.อ. ในปี พ.ศ.2541 มีนายกิติพันธ์ ศรีสวัสดิ์ เป็นนายกสมาคม ได้บันทึกสถานะของสมาคม ส.ท.อ. ในช่วงนั้น ไว้ว่า

                        “...หลังจากมีการใช้ข้อบังคับใหม่แล้ว คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ ได้ปฏิบัติตามและดำเนินกิจกรรมของสมาคมฯ ตามข้อบังคับที่วางไว้เป็นระยะติดต่อกันถึง 5 ปี คือ ระหว่างปี พ.ศ. 2514-2518 แม้ว่าการดำเนินกิจกรรมของคณะกรรมการบริหารในระยะนั้นมีไม่มาก แต่ก็ดำเนินในกิจกรรมหลายอย่าง ที่เป็นคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่นมีการออกวารสาร ส.ท.อ. และหนังสือ “มหิดล” เพื่อเผยแพร่ความรู้ รายงานกิจกรรมของสมาคม และความเคลื่อนไหวของสมาชิก นอกจากจัดงานรื่นเริงตามโอกาสอันควร เพื่อหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมของสมาคมแล้ว ยังร่วมมือกับสมาคมแพทย์ไทย ให้คำแนะนำเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยแก่บรรดาสมาชิกและคนไทยโดยทั่วไป ให้ความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตฯ และสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย ช่วยจัดงานศพ และช่วยเหลือญาติของคนไทยที่ถึงแก่กรรม ในด้านพุทธศาสนาได้จัดให้มีการปาฐกถาธรรม เพื่อส่งเสริมความรู้ทางด้านหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนาแก่สมาชิก และคนไทยโดยทั่วไปจัดงานการกุศลอื่น เช่นงานเวียนเทียนในวัน       วิสาขบูชา และงานสงกรานต์ สรงน้ำพระพุทธรูป เป็นการส่งเสริมประเพณีไทย

                        ในปี พ.ศ. 2519 นายณรงค์ สีน้ำเงินได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมฯ ได้นำความกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานถ้วยควีนส์คัพ จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ เป็นถ้วยพระราชทานรางวัลชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเชื่อมสัมพันธไมตรีประจำปีของคนไทยและนักเรียนจากรัฐต่างๆ ในเดือนสิงหาคมและกำหนดให้เดือนนี้เป็นงานเฉลิมพระเกียรติฯ เฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคมของทุกปีด้วย

นอกจากนี้ยังร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต และพุทธสมาคมแห่งกรุงวอชิงตันดีซี จัดตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นในเขตกรุงวอชิงตันดีซีเพื่อให้บรรดาพุทธศาสนิกชนไทยได้มีพระภิกษุสงฆ์ไทยซึ่งแต่ก่อนเราต้องอาศัยพระภิกษุสงฆ์จากวัดลังกาเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งต่อมาสำนักสงฆ์ไทยดังกล่าวได้ขยายตัวมาเป็นวัดพุทธมงคลวิมล หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า “วัดไทย วอชิงตัน    ดีซี” นอกจากนั้นเพื่อรำลึกถึงมาตุภูมิยังแบ่งเงินรายได้ของสมาคม นำทูลเกล้าฯ ถวายแด่องค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศล ในกิจการแพทย์อาสาอีกด้วย

                        ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 นายนิเวศน์ ฐาปนวัฒน์ ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมฯ ดำเนินการส่งเสริมความสามัคคีของคนไทยทุกหมู่เหล่าให้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะรัฐห่างไกลกันทั้งทางรัฐด้านฝั่งตะวันออกและรัฐด้านฝั่งตะวันตกจึงได้นำความกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้เป็นองค์อุปถัมภ์สมาคม ขอพระราชทานถ้วยคิงส์คัพ และได้รับพระมหา   กรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยคิงส์คัพให้กับสมาคมฯ เป็นถ้วยรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลเชื่อมความสามัคคีในหมู่ชาวไทยระหว่างรัฐด้านฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเรื่อยมาเป็นประเพณี     

                        เป็นที่น่ายินดีที่หน่วยราชการของไทย โดยการนำของ ฯพณฯ เอกอัครราชทูต ม.ร.ว. เกษมสโมสร เกษมศรี เป็นต้นมา ได้เล็งเห็นความสำคัญของสมาคมอันเป็นสมบัติล้ำค่าของคนไทยทุกคนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งควรค่าแก่การหวงแหนและธำรงไว้ โดยเริ่มต้นจากการเชิญข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในทุกส่วนราชการของไทยในสหรัฐอเมริกาเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ทั้งได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เข้ารับตำแหน่งกรรมการประจำของสมาคมตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับ ทั้งนี้เพื่อร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารสมาคมในยุคนั้นให้เป็นที่เชื่อถือของคนไทยในสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่งและเพื่อให้สมเกียรติที่เป็นสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

                        ในปี พ.ศ.2545 ดร.ภักดี สุธรรมชัย เป็นนายกสมาคมฯ มีความเห็นว่ากฎระเบียบการบริหารของสมาคมที่มีอยู่เดิมค่อนข้างล้าสมัย ทำให้การบริหารการดำเนินการของสมาคมไม่มีความคล่องตัว สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบัน อาจทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประกอบกับในระยะหลังๆ ชุมชนไทยในเขตวอชิงตันดีซีเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น มีการก่อตั้งสมาคมเฉพาะกิจขึ้นมาหลายสมาคม อาทิ สมาคมชาวเหนือ สมาคมชาวใต้ สมาคมชาวไหหลำ สมาคมฌาปนกิจ และสมาคมแพทย์ไทย สมาคมกลุ่มกีฬาต่างๆ แตกกลุ่มกันออกไป ทำให้กิจกรรมด้านต่างๆ ของสมาคมไทยฯ มีบทบาทลดน้อยลง และเริ่มมีอุปสรรคในการบริหารมากขึ้น จึงมีแนวคิดกำหนดนโยบายการปรับปรุงระบบการบริหารของสมาคมให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับกาลสมัยมากขึ้น โดยได้ดำเนินการให้มีการพิจารณาปรับปรุงกฎข้อบังคับการบริหารสมาคมขึ้นมาใหม่ในรูปแบบขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร (Non-Profit Organization) ที่สามารถอำนวยประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารงานสมาคมและต่อชุมชนชาวไทยโดยส่วนรวม สามารถดำเนินกิจการสมาคมให้สอดคล้องและเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่องค์สมเด็จพระราชบิดาองค์ผู้ก่อตั้งสมาคมได้ทรงวางไว้ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ซึ่งมี ฯพณฯ อดีตเอกอัครราชทูต ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ได้ช่วยเหลือออกประกาศสถานเอกอัครราชทูตไทย ลงวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 25 ท่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายกสมาคมต่างๆ แพทย์ ผู้บริหาร ธุรกิจ สื่อมวลชน และข้าราชการระดับสูงจากสถานเอกอัครราชทูต ให้ร่วมกันพิจารณาแก้ไขกฎข้อบังคับเดิมให้มีความเหมาะสมและมีมติให้ความเห็นชอบใช้เป็นกฎข้อบังคับใหม่ของสมาคมต่อไป ทำให้สมาคมต้องจัดรูปองค์กรใหม่ให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับใหม่ซึ่งกำหนดให้มีสภากรรมการสมาคมจำนวน 14 ท่าน ประกอบด้วยนายกสมาคมต่างๆ ประธานชมรม ข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารธุรกิจและอดีตนายกสมาคมไทยฯ รับผิดชอบในการควบคุมนโยบายการบริหารสมาคมไทยฯ ให้ดำเนินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียนและชาวไทยในทุกชุมชนอย่างทั่วถึง ให้สมาคมเป็นศูนย์กลางและเป็นแกนนำ สามารถประสานสัมพันธ์กับสมาคมเฉพาะกิจต่างๆ ได้อีกทั้งสภานี้มีอำนาจในการจัดตั้งนายกสมาคมไทย ให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อให้ได้นายกสมาคมที่มีความรู้ความสามารถบริหารสมาคม เป็นที่ยอบรับของประชาชน โดยการจัดการเลือกตั้งแบบหย่อนบัตรตามหลักสากล ในวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมโดยในระยะแรก คณะกรรมการได้กำหนดให้มีการจัดการเลือกตั้งที่วัดไทย ดีซี ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เดือนเมษายน ซึ่งเป็นวันที่มีชาวไทยมาร่วมประกอบกิจกรรมมากที่สุดวันหนึ่ง

                        คณะกรรมการบริหารชุดนี้ ยังได้ดำเนินการจดทะเบียนการจัดตั้งสมาคมฯ กับทางมลรัฐเวอร์จิเนีย ขออนุญาตเป็นองค์กรแบบไม่แสวงหาผลกำไร (Non-Profit Organization) เพื่อให้การจัดวางระบบการบัญชี และการเงินของสมาคมมีมาตรฐานถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้ โดยได้รับอนุมัติจากทางการมลรัฐเวอร์จิเนีย ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ในชื่อภาษาอังกฤษ Thai Alliance in America, Inc. และได้นำเสนอสำนักราชเลขาธิการเพื่อขอพระราชทานเงินทุนสนับสนุนเหมือนที่เคยได้รับพระราชทานมาแต่เดิมและได้หยุดไปเมือปี พ.ศ. 2545

                        สำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือผ่านกระทรวงการต่างประเทศให้แจ้งแก่สมาคมฯ เพื่อขอให้แจ้งยืนยันข้อมูลประวัติสมาคมฯ และต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนชื่อสมาคมเสียก่อน โดยขอให้สมาคมเปลี่ยนกฎข้อบังคับใหม่ให้สามารถบริหารครอบคลุมชุมชนไทยทุกพื้นที่ทั่วสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเห็นว่าการบริหารสมาคมที่มีอยู่ ได้จำกัดอยู่เฉพาะในมลรัฐในเขตกรุงวอชิงตัน ดีซี เท่านั้น ซึ่งทุกอย่างตามข้อแนะนำจากสำนักราชเลขาธิการดังกล่าว สมาคมฯ ได้ดำเนินการแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว และในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 ได้เสนอเรื่องผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทยเพื่อพิจาณาความเหมาะสมส่งเรื่องกลับไปยังสำนักราชเลขาธิการอีกครั้ง เพื่อพิจารณานำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนชื่อสมาคม จากชื่อเดิม “สมาคมนักเรียนไทย ณ อเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์” เปลี่ยนเป็น “สมาคมไทย ณ อเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์” ในขณะที่เรื่องกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ สมาคมฯ ได้ยุติการใช้คำ “ในพระบรมราชูปถัมภ์” ต่อท้ายชื่อสมาคมนับตั้งแต่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตให้ยุติการใช้

By: Royal Thai Embassy

 
History of The Thai  Alliance in America
(Thai Students Associations in America under the Royal Patronage)

The Thai Alliance in America was established on December 31, 1927 at 8:00 PM after holding its very first meeting at 329 Longwood Ave. Boston, Massachusetts, which was the Prince Mahidol of Songkla, Father of the His Majesty the King of Thailand’s apartment at the time.
He was the founder of “the Siamese Alliance in the United States of America.”

                        The first Executive Board was composed of Mr. Wisut Donavanik (Phya Donavanikmontree) as  President of the Association, Mr. Lee Sripayak  (Luang Pititam Sripayak) as the Vice President, Mr. Pisit Atjinda as the Secretary and Treasury, and Prince Mahidol of Songkla as member of the Executive Board.  Other Board members are Mr. Tongsuk Layyanon (Pra Suttiporn Rotnarumon) and Mr. Pasop Sukhum (Pra Pisan Sukhumvit).

                        From the notes of previous members and the organization’s old notes, there is indication that while the organization was building itself up during the time that Prince Mahidol of Songkla was pursuing a medical degree at Harvard University in Cambridge, a town very close to Boston, most of the organization’s members were Thai students and trainees in the United States.  At that time, Thai people that became professionals and permanent residents had not yet been part of the founding of the association.  TAA, thus, started its tradition of hold an annual meeting.   Each time, the meeting lasted for 9-10 days, providing a great opportunity for members to be able to reconnect, reminisce about each others’ past, get to know each other better, and to nominate a member to be the President of the association.  Once nominated, with the approval of the members, the new President would appoint other members to be a part of his/her Executive Broad.

                        The association’s office rotated amongst various states, to the residence of the President.  The purpose of TAA then, besides having the meeting amongst Thai friends that study in the various states by having the association do all the coordinating amongst people, is for the members to unify, share Thai culture, and promote good relations amongst Thai people and Americans, as well as other nationalities.

                        Each meeting includes a scheduled session in the evening that includes activities to remind people of their Thai roots.  This includes a discussion and exchange of ideas on many subjects from unclear physics and economics tutorial for women to ways to better Thailand’s development.  Social events in the evening were usually organized dances that were accompanied by homemade Thai foods and live music.  Invitations were extended to not only Thai students but also American students and other foreign students.

                        During the daytime, members were on tour to various important sites, playing many kind of sports both in the field and indoor such as tennis, ping-pong, football, tug-of-war, Thai chess, and bridge etc.

                        Many of today’s current Thai celebrities once were President of TAA or were members of the Executive Board i.e. Mr. Manaspas Xuto, Mr. Thalerng Thamrong Navasawasdi, Police General Pao Sarasin, Mr. Pracha Kunakasem, Dr. Amnuay Viravan, Mr. Prasong Sukum,     Dr. Kasem Sirisamphan,  Mr.Thamnoon Wanglee, Mr. Veera Osatananda, and Pongpol Adireksarn

                        Later, TAA was very fortunate to be under the Royal Patronage and received a financial support from His Majesty the King of Thailand though the Office of Educational Affairs from that year forward.
From memos written by Mr. Somsak Arbuarat, a staff of the Office of the Educational Affairs in Washington D.C. between 1967 – 1985 and a President of TAA in 1991, it was noted that  “… around 1963 - 1966 the role of Thai students in the U.S. towards the organization began to decrease.  Senior people in Thai community informed him that between 1963 – 1966 after Mr. Thamanoon Wanglee’s presidency in 1962, the association’s activities were temporally paused since there was no President to lead the organization until 1967.

                        While Ambassador Sukich Nimmanheminda was an Ambassador to the United States, group of Thai students and Thai people joined together and selected Ms. Nuchanan Osatananda to be the President of TAA.  Together, they began to reactivate the association again.  However, at the end of 1967, the organization’s activities began to lessen again because many students moved to study somewhere else or completed their study and returned to Thailand.

                        At the beginning of 1968, the association was going through some major changes, thanks to Lieutenant General Fong Praualrat, the Head of Office of Educational Affairs realization on the value of this association,the association that was found by Prince Mahidol of Songkla and has been under the Royal Patronage.  With these reasons, TAA, therefore, is an invaluable gift given to Thai people that inarguably deserves to be revived.  A meeting between officials and interested key persons in Thai community such as Mr. Jirapong Sivayaviroj, Mr. Thongchai Vanichta, Mr. Prayoon Na Bangchang, Mr. Danai Dulumpa, Mr. Prapat Karjanadun, Dr. Chana Buakum M.D., Mr. Vivit Vijitvatakarn was called with the purpose to make the association stronger and more permanent.  General Fong Praualrat allowed the association to use the Office of the Education Affairs at 1906 23rd Rd. N.W., Washington, D.C. as the permanent work address of the association.  All committee members sacrificed his/her time and efforts to transform the garage of the office into a workplace with a meeting room and bathroom and Ambassador Bunchana Atthakor was invited to the prestigious unveiling of the new permanent office of the association.

                        Around mid 1968, there was joint consideration to have Mr. Vivit Vijitvatakarn as the President of the organization after Ms. Nuchanun Osatananda.  During this time, the activities of the association began to get very active while having the office that cared for Thai students be a center for students from various states to be able to contact one another and during that year, Princess Ubolratana Rajakanya of Thailand came to continue her studies in the U.S., the association, then, held a big event at the hotel at the 14th street roundabout in the heart of Washington, D.C.  It was a festive event that resulted in many Thai students and Thai people coming together, resulting from the participation of Princess Ubolratana Rajakanya.

                        Since 1968, TAA’s status and activities of the association became well established, however in 1969 Ambassador Bunchana Atthakor traveled back to Thailand before completing his term due to his appointment as Minister of Commerce.  In the same year, Lieutenant General Fong Praualrat, the head of the office of Educational Affairs also completed his term and returned to Thailand.

                        The new Ambassador, Ambassador Sunthorn Hongladarom, and the head of Office of Educational Affairs, Col. Vichien Buranasiri, successfully invited Thai government officials from various offices to be even more engaged with the association and were able to improve TAA’s by-laws.  At that time, the heads of offices were part of the association’s executive board as they realized the importance of the association, especially with the realization that Prince Mahidol of Songkla was a founder of the association.  By this time, there were more Thai people moving to the U.S.  Some people came to make a living and some came to continue with their studies with their own money. Thai people, in general, that were not students at the time, began to play a greater part in the management of association’s affairs.   Up till this point, the organization had always been under the Royal Patronage.  Thus, the Royal Thai Embassy and the Office of Educational Affairs, especially Ambassador Sunthorn Hongladarom and Col. Vichien Buranasiri were committed to improving the role of the association to be even more accepted.  They tried to make TAA to be a center for all Thai people, regardless of whether they are government officials, merchants, or students, without limiting it to Thai students only due to the fact that (1) Thai students do not stay in the United States permanently, always moved many to other states to pursue their study, and traveled back to Thailand after their graduation (2) the organization lacked off people who would constantly work and carried out the association’s policies.  Therefore, according to the evidence, an attempt had been made on November 6, 1969 to revise the association’s by-laws to make it more appropriate and realistic in order to allow all Thais to be able to part of the association and the name of the organization was changed from Thai Students Association in America under the Royal Patronage to Thai Alliance in America under the Royal Patronage and began using this new name from that day forward.  After this change, most of the Presidents of the association were not Thai students such as Dr. Chana Buachum M.D. 1969, Dr. Taworn Lorroongroj M.D.1970, Dr. Umnaj Bali M.D. 1971-1972, Mr. Witan Rojwong in 1973, Mr. Tipawarn Punpueg 1974, and others until present.

                        From the TAA’s journal in 1998, during Mr. Kitipan Srisawat’s Presidency, it was recorded that: 
“… After applying the new by-laws, the association’s management team followed these new rules and continued with the association’s activities in accordance with the new By-laws for a period of 5 years which were between 1971-1975 even though there were very few operations during that time they still held many activities that were beneficial to the greater good such as publishing the TAA journal and book “Mahidol” to share knowledge, report on the association’s activities, and the members’ movement.  Besides hosting events for various reasons to raise money for operation cost of the association, they still got together with the Thai doctors association to give advice on illnesses for members and Thai people in general, join hands with the Royal Thai Embassy and the Office of Educational Affairs organize a funeral and provide assistance to the relatives of deceased Thai people. In terms of Buddhism, they were able to promote the knowledge of Buddhism to the members and Thai people in general as well as participating is many of religious days such as Visakha Bucha Day and Songkran day to promote Thai traditions.

                        In the year 1976, Mr. Narong Sinamnguen was elected to be the President of the association.   He was seeking Her Majesty’s kindness in giving the Queen’s Cup to the association to use a trophy for the annual sports competition among Thai people and students from various states in August.  August is also the month to celebrate H.M. the Queen’s Birthday on August 12th. 

                        Besides this, the organization still works together with the Royal Thai Embassy and Buddhist organizations in Washington, D.C. to establish a house of priest  (Sam-Nak-Song) in the Washington, D.C. area for Thai community to have their own Thai monks in the area.  Before this, the Thai community had to go to Sri Lankan monks for religious celebrations. Soon after, the Thai Buddhist center grew into Wat Putthamongkholwimol or “Wat Thai Washington, D.C.”  Other than that, in memory of the motherland, a portion of the association’s income was given to the King’s mother for her medical mission.

                        Later on, in 1982, Mr. Niwet Tabanawat was elected as the President of the association.  He continued with the efforts to unite all Thai people even more, especially on faraway states on both East and West coast states.  During Mr. Niwet’s presidency, He was seeking His Majesty the King ‘s kindness in providing the King Cup was given as a trophy cup for a soccer competition for unity in the Thai community between states on the East cost and the West Coast since then.

                        It is pleased to see that since the period of Ambassador M.R. Kasemsamosorn Kasemsri, Thai government agencies realized the importance of the organization as a precious gift of all Thai people in the U.S. which deserves to be cherished and maintained.  This began with the joining of Thai government officials and local staffs as well as inviting heads of various government offices to be a part of the management team, provided in By-laws to collaborate with the management team to build a credible association for Thai people in the U.S. again, and to honor the association that is under Royal Patronage.

                        In 2002, Dr. Pakdee Suthamchai was elected as the President of the association. He thought that the existing rules and regulations regarding the management of the organization seemed to be rather outdated not allowing flexibility in the management of the organization or a consistency with current events. This may make the organization not as effective as it could be combined with the recent growth of the Thai community into a large one in the Washington, D.C. area.  Furthermore, several specified associations were established such as the Northern Thai Association, Southern Thai Association, Chinese Hainan Association, Thai Funeral Association, Washington, D.C.,Thai Physicians Association of America:TPAA, and athletic/sports associations, which directly diminishing the association’s role and creating more management problem.

                        Inevitably, ideas to Reengineering of the association aiming to improve the management and quality of works to be able to cope with current situation were introduced to the association.  Under this process, there was revision of the Association’s by-laws to make TAA a non-profit organization that would maximize benefits of the association and the Thai community and allow the association to operate its business to meet its initial objectives given by Prince Mahidol of Songkla, who found this association.  The revision was done with the help from the Royal Thai Embassy, Washington DC.  Beginning with, Announcement dated July 22, 2003 issued by Ambassador Sakthip Krairiksh appointing 25 people comprising of mostly Presidents the association in the area, Doctor, Businessman, Press, and high-level officials to collectively revise the By-laws.  The new By-laws has given a new structure for the association by adding a Council composed of 14 people  who are Presidents of associations in the area, high level government officials, business executives, and former Presidents of the association to monitor and make sure that (1) the association’s works are in accordance with the association’s objectives and are done for the benefits of Thai students and all Thai people (2) the association is the center and leader of Thai Community (3) the association is able to coordinate with other associations.  Also, the Council has the authority to fairly organize an election to elect a President who shall be capable of running the association and accepted by the Thai Community.  This person should be elected by the Thai community through an election on a date and time, and at a location that is appropriate. In the Beginning stage, the committee has decided for the elections to be held at Wat Thai, D.C. during the Songkran day in April, which is the one day that the most Thai people attend. 

                        This management team has also registered the association as a non-profit organization to Virginia State so that an accounting system can be established and so that the organization’s finances would meet certain standards, done in compliance with the relevant laws, and auditable.  
Virginia State has registered TAA as a non-profit organization since February 27, 2004 under the name “Thai Alliance in America, Inc”.  At this time, the association still requested for funding from the Office of His Majesty’s Principal Private Secretary as it once received it (stopped in 2002). 

                        The Office of His Majesty’s Principal Private Secretary sent a letter through the Ministry of Foreign Affairs seeking confirmation on history of the association as well as informing that the association should seek H.M. the King of Thailand’s permission before changing its name.
The letter also asked the organization to revise the bylaws so that the association shall represents Thais from the whole of the United States, since the current management of the association extends to only Thais in the Washington, D.C. area. All of the suggestions from the Office of the Royal Secretariat have been taken care of and were completed.   In June of 2006, the association has resubmit its letter to Office of His Majesty’s Principal Private Secretary through the Royal Thai Embassy again seeking H.M. the King’s permission to change the name from Thai Students Association in America under the Royal Patronage" to "Thai Alliance in America, under the Royal Patronage. " As matters are currently underway, the association has discontinued the use of the words “under the Royal Patronage,” since the association was notified by the Royal Thai Embassy.

By; Royal Thai Embassy

__________________________________________________________________________________________

Thai Association of Boston
Thai Community in Boston and New England Area


www.thaiboston.org
Tel: 617-314-0987
E-mail: info@thaiboston.org
Copyright © 2010 thaiboston.org All right reserved